ความคิดที่ต่างกันของรัฐบาลและครัวเรือนไทยเรื่องภาวะเศรษฐกิจ

ความคิดที่ต่างกันของรัฐบาลและครัวเรือนไทยเรื่องภาวะเศรษฐกิจ

รัฐบาลมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังขับเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นความคิดที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ประชาชนครัวเรือนไทยกำลังแบกรับอยู่ ทั้งรายได้ที่น้อยลง และรายจ่ายที่สูงขึ้น

เรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องที่มองกันได้หลายมุม ซึ่งรัฐบาลมักมองจากตัวเลขหรือคำนวณจาก GDP ซึ่งตอนนี้รัฐบอลมองว่าเศรษฐกิจช่วงนี้ฟื้นตัวดีขึ้น อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าทำให้รัฐบาลพอใจมากเลยทีเดียว โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุดประมาณ 4.8% ซึ่งตัวเลเหล่านี้ ประชาชนครัวเรือนไทยดูไม่ออกว่าดีขึ้นหรือไม่ สำหรับประชาชนนั้นเขามองจากสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่ ดูจากสิ่งที่กำลังแบกรับ ซึ่งมันตรงกันข้ามกันคำว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น โดยในบทความนี้ขอเสนอถึงสิ่งที่ครัวเรือนไทยกำลังประสบอยู่ในขณะที่รัฐบาลเรียกว่าเศรษฐกิจฟิ้นตัวดีขึ้น โดยขอยกเคสในปี 2560 มาเพื่อพิจารณา

ภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยที่ประชาชนต้องพบ

อย่างแรกภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยต้องขอพูดถึงเรื่องรายได้ก่อน จากที่รัฐบาลบอกเศรษฐกิจนั้นกำลังดีขึ้น แต่รายได้ประชากรต่างลดน้อยลง ตรงกันข้ามกับภาพรวมเศรษฐกิจที่รัฐบาลมองอยู๋เลย คือ ครัวเรือนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ต่อปี ในช่วงปี 2558-2560 และยิ่งไปกว่านั้น จากการที่รายได้น้อยลง ประชาชนครัวเรื่อนไทยยังต้องประสบกับปัญหาเรื่องของรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น และมันเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ที่ประชาชนได้รับเสียอีก โดยมีการคำนวณได้ว่ารายจ่ายเพิ่มขึ้น 79.6% ของรายได้ในปี 2560 เป็นสิ่งที่หนักอึ้งของครัวเรือนไทยที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ปรากฏในตัวเลขเศรษฐกิจอย่าง GDP ให้รัฐบาลได้เห็นเลย และเมื่อมีรายจ่ายที่สูงขึ้นก็นำไปสู่หนี้สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึง 6.6 เท่าของรายได้ต่อเดือนในปี 2560 ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่ครัวเรือนไทยต้องประสบอยู่แต่กลับเป็นสิ่งที่รัฐบาลมองไม่เห็น จึ่งทำให้ครัวเรือนและรัฐบาลมองต่างกันและคิดต่างกัน

 

ความเข้าใจที่ต่างกันนี้รัฐบาลก็มองเพียงตัวเลขของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เห็นถึงสิ่งที่ครัวเรือนแบกรับ และหากรัฐบาลยังไม่พยายามปรับทัศนคติเพื่อเข้าใจหัวอกของครัวเรือนไทย ก็ไม่สามารถที่จะช่วยลดภาระอันหนักอึ้งของครัวเรือนไทยลงได้